KALEIDO: คำอธิบายระบบโครงสร้างที่มีฐานข้อมูลแบบการกระจายตัว (Decentralization) บทความที่ 1 เหตุผลต่างๆ ทำให้เกิดความสับสน

ผมทำงานในวงการบล๊อกเชนสำหรับองค์กรมาตั้งแต่วันแรกในปี 2015  ไม่มีหัวข้อไหนน่าสับสนเท่าเรื่องฐานข้อมูลแบบกระจายตัว (Decentralization)  ส่วนหนึ่งอาจะเป็นเพราะเราเข้าใจแนวความคิดที่ชัดเจนในเรื่องระบบโครงสร้างที่มีฐานข้อมูลแบบรวมศูนย์ (Centralization)  เราจึงอนุมานว่าเรารู้ ว่าการมีฐานข้อมูลแบบกระจายตัว (Decentralization) จะเป็นอย่างไร       อย่างไรก็ตาม แนวคิดโครงสร้างการมีฐานข้อมูลแบบกระจายตัว (Decentralization) เป็นแนวคิดที่กว้างกว่าและดูยังไม่ชัดเจนทั้งในเชิงเทคนิคและเชิงธุรกิจ

ผมคิดว่าระบบโครงสร้างแบบกระจายตัว (Decentralization) สามารถแบ่งคำจำกัดความออกเป็นสามส่วน ซึ่งคนส่วนมากยังไม่เข้าใจและสับสนกับมัน   จริงๆ แล้วคำจำกัดความทั้งสามส่วนนั้นมีความหมายที่สมบูรณ์ในตัวมันเองอยู่แล้ว  ครั้งนี้ แทนที่เราจะใช้คำเดิมๆ ซ้ำๆ ตามแบบเก่า เราใช้วิธีผสมผสานแนวความคิดหลายอย่างเข้าด้วยกัน   ยังดูสับสนอยู่ใช่มั๊ยครับ

คำจัดกัดความทั้งสามส่วนเกี่ยวกับระบบโครงสร้างฐานข้อมูลแบบกระจายตัว (Decentralization)  ของแต่ละคนนั้นแตกต่างกันอย่างชัดเจน    กล่าวคือ ถ้าคนสองคนกำลังพูถึงเรื่องบล๊อกเชนกันอยู่ แต่ละคนอาจจะมีคำจัดกัดความในใจต่างกันไป ทำให้ต่างคนต่างมีข้อสรุปที่แตกต่างกันไป     เพราะฉะนั้น อาจพูดได้ว่าความแตกต่างของคำจำกัดความนี้ เป็นต้นเหตุแห่งความสับสนเกี่ยวกับระบบฐานข้อมูลแบบกระจายตัว (Decentralization)  

ระบบโครงสร้างฐานข้อมูลแบบกระจายตัว (Decentralization)  ทั้ง 3 ประเภท

เรามาลงในรายละเอียดคำจำกัดความของทั้งสามประเภทอ้างอิงจากการใช้งานในองค์กร

  • ทางธุรกิจ ความเป็นไปได้ในการนำเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อลดหน่วยงานกลางที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการถือสินทรัพย์หรือข้อมูล

แผนภาพที่ 1: ระบบฐานข้อมูลแบบกระจายตัวทางธุรกิจ (Business Decentralization)  

 ระบบฐานข้อมูลแบบกระจายตัวทางธุรกิจ (Business Decentralization)  คือการใช้บล๊อกเชนแทนการการทำงานแบบรวมศูนย์ โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่งข้อมูลผ่านสมารท์ คอนแทรก (Smart Contract)

ในคำจำกัดความทางธุรกิจ เรามักจำได้ยินคำว่า Disintermediation : คือการที่ทั้งสองฝ่ายเคยต้องพึ่งพาตัวกลางเพื่ออำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรม  แต่ปัจจุบันเราสามารถทำธุรกรรมโดยตรงได้แล้ว     บางครั้งแนวคิดทางธุรกิจอาจหลอกเราด้วยคำอธิบายว่าเป็นการทำธุรกรรมตรง (Point to Point) โดยไม่ต้องผ่านตัวกลางที่ไม่จำเป็น (Extra Hops)   จากประสบการณ์ของผมนั้นพบว่า น้อยกว่า 5 เปอร์เซ็นต์ของกรณีใช้งานจริงที่เข้าข่ายโครงสร้างระบบฐานข้อมูลแบบกระจายตัว (Decentralization)    ตัวกลางส่วนใหญ่ยังคงมีอยู่ด้วยเหตุผลบางประการ และคงเป็นเรื่องยากที่จะตัดออกจากระบบ

  • ทางกายภาพ : การใช้เครือข่ายเดียวกันทั่วโลกบนเซิร์ฟเวอร์บล๊อกเชน หรือที่เรียกว่าเมนเน็ต (Mainnet) เป็นเรื่องใหญ่และท้าทาย โดยเฉพาะหากเราต้องการให้เครือข่ายมีความเป็นอิสระและยั่งยืน

แผนภาพที่ 2 : ระบบฐานข้อมูลแบบกระจายตัวทางกายภาพ (Physical Decentralization) 

        ระบบฐานข้อมูลแบบกระจายตัวทางกายภาพ (Physical Decentralization)  คือการกระจายตัวของเซิร์ฟเวอร์บล๊อกเชนทั่วโลก โดยดำเนินการจากหลายหน่วยงาน

แนวคิดหลักในส่วนนี้คือ  “มันจะเป็นเรื่องดีมากหากเรามีโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีระดับโลกที่ไม่มีฝ่ายใดเป็นเจ้าของหรือควบคุมมัน  ทุกๆ คนสามารถใช้งานเครือข่ายได้หากเขามีกำลังจ่าย”    ยกตัวอย่างเช่น บิทคอย (Bitcoin) ถูกออกแบบมาให้สามารถตรวจสอบได้   อย่างเช่นถ้าคุณมีบิทคอย (Bitcoin) แล้ว ไม่มีใครสามารถห้ามคุณในการใช้ในเครือข่ายได้ (กรณีที่คุณสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ต)     เครือข่ายระดับโลกที่กล่าวมานี้ มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีกลุ่มผู้ใช้ขนาดใหญ่และหลากหลาย (มักจะเป็นคนแปลกหน้า) เข้ามาเปิดโหนด (Node) หรือเครื่องที่รันระบบบล๊อกเชน      คนแปลกหน้ากลุ่มนี้ถูกขับเคลื่อนให้เข้ามาใช้งานโดยที่พวกเขาได้รับค่าตอบแทนจากการทำธุรกรรมของคุณ (ในทางเทคนิคกระบวนการนี้เรียกว่า “การขุด” โดยพวกเขาจะต้องแข่งขันกันเพื่อแย่งชิงโทเค็น โดยการสร้างบล๊อก)

ของระบบฐานข้อมูลแบบกระจายตัวทางกายภาพ (Physical Decentralization)  จำเป็นสำหรับเครือข่ายบล๊อกเชนสาธารณะ แต่อาจจะสำคัญน้อยลงสำหรับเครือข่ายบล๊อกเชนที่ใช้ในองค์กร หรือระบบปิด

  • ทางธุรกรรม : เนื่องจากองค์กรต่างๆ ได้เริ่มนำเทคโนโลยีของบล๊อกเชนเข้ามาใช้ เพื่อให้เหมาะสมกับความต้องการมากขึ้น   ธุรกรรม B2B ซึ่งถือเป็นธุรกรรมหลักของธุรกิจจำนวนมากได้เริ่มบูรณาการณ์เต็มรูปแบบแล้ว

                                          แผนภาพที่ 3 : ระบบฐานข้อมูลแบบกระจายตัวทางธุรกรรม (Transactional Decentralization)  

        ระบบฐานข้อมูลแบบกระจายตัวทางธุรกรรม (Transactional Decentralization)  คือการนำบล๊อกเชนเข้ามาใช้สำหรัลธุรกรรม B2B เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพแล้งความโปร่งใส รวมถึงความน่าเชื่อถือในเครือข่าย B2B

เครือข่ายมูลค่า (Value Chains) และระบบนิเวศในระบบเศรษฐกิจ (Ecosystems) ของโลกเรานั้น เกิดจากความสัมพัทธ์ทางธุรกิจที่ซับซ้อนและหลากหลาย   การสร้างบล๊อก (Block) แสดงให้เห็นถือความสัมพันธ์ของสัญญาอัจฉริยะ (Smart Contract) และสมุดบัญชี (Ledgers)  การสร้างเครือข่ายบล๊อกเชนทำให้เราเห็นถึงโครงสร้างธุรกรรมใหม่ๆ ที่เกิดจากการใช้ สัญญาอัจฉริยะ (Smart Contract) และสมุดบัญชี (Ledgers) ที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัย      บล๊อกเชนสำหรับองค์กรนั้นมีการใช้สมุดบัญชี (Ledgers) ร่วมกันในการเก็บข้อมูลธุรกรรมที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลง และสัญญาอัจฉริยะ (Smart Contract) ช่วยให้ธุรกรรมมีประสิทธิภาพและเชื่อถือยิ่งขึ้น       ขั้นตอนดังกล่าวคือ การที่ฝ่ายประมวลผลข้อมูล ฝ่ายยืนยันข้อมูลและฝ่ายจัดเก็บข้อมูลจะถูกแยกออกจากกัน   เพื่อเป็นการเพิ่มความปลอดภัยของระบบ

ระบบฐานข้อมูลแบบกระจายตัวทางธุรกรรม (Transactional Decentralization)  นับเป็นความก้าวหน้าสำหรับการทำงานหลังบ้านขององค์กรต่างๆ

อาจเป็นเพราะผมได้เริ่มทำงานในองค์กรบล๊อกเชนตั้งแต่ปี 2015 ให้ทำพบว่าความสับสนในเรื่องนี้ดูจะเป็นเรื่องปกติ  คนในองค์กรมักจะเข้าใจไปว่าบล๊อกเชนนั้นเกี่ยวข้องกับธุรกิจ และ/หรือ ระบบฐานข้อมูลแบบกระจายตัวทางกายภาพ (Business/Physical Decentralization)     แท้ที่จริงแล้ว มูลค่าของบล๊อกเชนสำหรับองค์กร คือ  ระบบฐานข้อมูลแบบกระจายตัวทางธุรกรรม (Transactional Decentralization)  

เทคโนโลยีใหม่ๆ นี้ จะทำให้ B2B ได้รับการพัฒนา   โดยหน่วยงานต่างๆ ใช้สัญญาอัจฉริยะ (Smart Contract) เดียวกัน เพื่อให้ได้ผลรับและบันทึกข้อมูลสอดคล้องต่อเนื่องกัน  ซึ่งสิ่งที่กล่าวมานี้ยังไม่สามารถทำให้เกินขึ้นได้ในโลก B2B ในปัจจุบัน   เนื่องด้วยธุรกิจต่างๆ ยังคงต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของข้อมูล, ความเป็นอิสระของข้อมูล รวมทั้งไม่ต้องการเสียอำนาจการควบคุมตลอดกระบวนการ

ตารางสรุป

ตารางที่ 1 : สรุปประเภทการโครงสร้างระบบการเก็บฐานข้อมูลแบบกระจายตัว (Decentralization)  

ระบบการเก็บฐานข้อมูลแบบกระจายตัวทั้งสามแบบคือธุรกิจ, กายภาพ และธุรกรรมเป็นแนวคิดที่เป็นจริงได้ ที่จะเป็นเสาหลักให้บล๊อกเชน ระบบนิเวศในระบบเศรษฐกิจ (Ecosystem) ขนาดใหญ่      อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างของทั้งสามประเภทเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องเข้าใจว่าแต่ละตัวสามารถใช้พัฒนาอะไรได้บ้าง    การเก็บฐานข้อมูลแบบกระจายตัวทางธุรกรรม (Transactional Decentralization)  เป็นตัวเด่นที่อาจจะยังไม่ได้รับการยอมรับเท่าไรนัก  ถึงเวลาแล้วที่กลุ่มองค์กรจะตระหนักถึงศักยภาพที่แท้จริงของมัน

ยังมีต้นทุนและมูลค่าธุรกิจของหลายๆ องค์กรที่ยังขึ้นอยู่กับเครือข่ายการทำธุรกิจแบบเดิมๆ    บล๊อกเชนสำหรับองค์กรจะเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยปลดล๊อคเครือข่ายการทำงานของ B2B เพื่อก่อให้เกิดความร่วมมือในทิศทางใหม่ๆ   เครือข่ายเหล่านี้จะได้รับผลประโยชน์จากการร่วมมือที่โปร่งใสในการทำธุรกรรม       อย่างไรก็ตามการจัเก็บฐานข้องมูลแบบกระจายตัวทางธุรกรรม (Transactional Decentralization)  จะเป็นการช่วยทำให้ธุรกิจมั่นใจได้ว่าจะสามารถควบคุมข้อมูลและการทำธุรกรรมขององค์กรได้    ระบบการจัดเก็บข้อมูลแบบการจายตัวทางอื่นๆ อาจจะเริ่มหายไป แต่การจัดเก็บฐานข้อมูลแบบกระจายตัวทางธุรกรรม (Transactional Decentralization)  จะเป็นเครื่องมือหลักในอนาคตของ CIO และเจ้าของธุรกิจ

หากท่านใดสนใจเกี่ยวกับระบบการเก็บฐานข้อมูลแบบกระจายตัว (decentralization) เพิ่มเติม สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ฟรีจากบล๊อกเชนแพลตฟอร์ม โดยลงทะเบียนได้ที่นี่